BLOG

ข้อคิด คำคม บทความดี ๆ ที่สร้างกำลังใจและแรงบันดาลใจ จากปลายปากกาของคุณประไพศรี ประเสริฐแก้ว

AREA จี้รัฐออกมาตรการกระตุ้นอสังหา เว้นค่าโอน-จดจำนอง

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA เปิดเผยว่า ผลสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วงครึ่งปีแรก 2560 มีหน่วยเกิดใหม่ 54,389 หน่วย มูลค่ารวม 184,493 ล้านบาท จาก 193 โครงการ เฉลี่ยโครงการละ 281 หน่วย สูงกว่าปีก่อนที่เฉลี่ยโครงการละ 241 หน่วย

ทั้งนี้ เดือนมิถุนายน 2560 เพียงเดือนเดียว มีโครงการใหม่เปิดตัวเพิ่มมากเป็นพิเศษ จำนวน 34 โครงการ รวม 13,062 หน่วย มูลค่ารวม 47,826 ล้านบาท ซึ่งการเปิดตัวใหม่ไม่ลดลงแต่การขายลดลง อาจเป็นปัญหาในอนาคตได้

สินค้าเปิดตัวใหม่ 54,281 หน่วย เป็นคอนโดมิเนียมสัดส่วน 57% รองลงมาทาวน์เฮาส์ 32% 17,556 หน่วย บ้านเดี่ยว 6% 3,499 หน่วย และบ้านแฝด 4% 1,890 หน่วย โดยพบว่าภาวะการขาย (มีคนจองซื้อ) เพียง 35% 19,078 หน่วย อย่างไรก็ตาม ห้องชุดมีภาวะการขายดีกว่าแนวราบ อยู่ที่ 48%

ดร.โสภณระบุว่า มีสัญญาณอันตรายจากสินค้าหยุดการขาย หรือขายไม่ออก ถือเป็นดัชนีสคัญของตลาดที่อยู่อาศัย พบว่า ณ สิ้นปี 2559 มีจำนวน 165 โครงการ 47,256 หน่วย มูลค่ารวม 118,155 ล้านบาท เทียบกับช่วงกลางปี 2560 มีการเปิดตัวใหม่ 179 โครงการ 45,499 หน่วย มูลค่ารวม 117,984 ล้านบาท

เจาะรายละเอียดเท่ากับมีเปิดตัวใหม่เพิ่มขึ้น 8% 14 โครงการ แต่หน่วยขายลดลง -4% -1,757 หน่วย และมูลค่าลดลง -0.1% -171 ล้านบาท

โดยสาเหตุที่หยุดการขาย ดังนี้ แบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ 25%, ไม่ผ่านอนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA 23%, ขายไม่ออก/ไม่มีคนซื้อ/รูปแบบสินค้าไม่เหมาะสม 19%, ทำเลไม่ตอบโจทย์ (ห่างไกลสิ่งอำนวยความสะดวก) 11%, เปลี่ยนรูปแบบโครงการ 7%, รอปรับราคาขายใหม่ 5%, ที่ดินกรรมสิทธิ์โดนเวนคืน-ยกเลิกการขายเพื่อนำที่เหลือมาปล่อยเช่า-ผู้ประกอบการถูกอายัดทรัพย์ อย่างละ 3% และขาดแคลนผู้รับเหมาและแรงงานก่อสร้าง 1%

“ยังไม่เกิดวิกฤตแน่นอน เพราะแม้จำนวนหน่วยจะเปิดขายน้อยลงกว่าปีที่แล้ว แต่ยังสามารถขายได้ โดยครึ่งปีเปิดตัวใหม่ 45,000 หน่วย ขณะที่มีหน่วยเปิดใหม่ 54,000 หน่วย ในขณะที่สินค้าหยุดขายไม่ได้มากมายนัก ดูจากจำนวนโครงการอาจหลอกตาเพราะดูจากมูลค่าโครงการลดลง”

ดร.โสภณกล่าวว่า ภาพรวมผู้ประกอบการยังต้องแข่งขันผลิตสินค้าออกมาเยอะ เพื่อรักษาราคาหุ้น คาดถึงสิ้นปีมีหน่วยเปิดตัวใหม่ 110,000 หน่วย พิ่มขึ้นไม่เกิน -2% ถือว่าไม่เยอะ แต่ถ้ามีมากกว่า 10% ในแง่มูลค่าอาจน้อยกว่าปีที่แล้ว -4.4% ยังไม่น่าวิตก แต่ถ้าถึง 10% จะเป็นจุดน่ากังวล

ทั้งนี้ ภาวะการขายฝืดลงโดย 54,000 หน่วยขายได้ 35% จากที่ควรจะเป็นอยู่ที่ 40-45% โดยเฉพาะทำเลสายสีม่วง ครึ่งปีแรกมีการเปิดตัวใหม่ 4,000 หน่วย หรือขายได้เพียง 25% ขณะเดียวกัน บางบริเวณเช่น รังสิต มีอัตราขาย 25% เช่นกัน

สำหรับการเชื่อมต่อ 1 สถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วงอาจช่วยได้บ้างแต่ปัญหาค่าโดยสารแพง ทำให้เป็นภาระผู้บริโภค โดยรัฐบาลอาจส่งเสริมได้ เช่น สายสีม่วงถ้ามีการลงทุนคอนโดฯ อาจให้โบนัส FAR สูงขึ้น

สำหรับ FAR ในกลางเมืองได้ 10 เท่าสูงสุด ชานเมืองอาจได้เพียง 4 เท่า เสนอให้เท่ากับในเมืองคือ 10 เท่า, นอกจากนี้ รัฐควรมีการยกเว้นค่าโอนและจดจำนองโฟกัสทำเลสายสีม่วง คาดว่าช่วยทำให้ระบายสต๊อกได้หมดจากจำนวน 10,000 กว่าหน่วยในปัจจุบัน

ดร.โสภณกล่าวถึงสัญญาณบวกช่วงครึ่งปีหลังว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่มีพันธมิตรร่วมทุนจากต่างประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น กับการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ภาครัฐมีความชัดเจนมากขึ้น

ส่วนทำเลอีอีซี โดยบมจ.แสนสิริออกไปลงทุนต่างจังหวัดมากที่สุด, ผู้ซื้อเก็งกำไร แนวโน้มถดถอยลงบ้าง เช่น คอนโดฯ แนวรถไฟฟ้ามีการเก็งกำไร 1 ใน 3 ของจำนวนห้องชุด ซึ่งมักมีการสอนกันว่าซื้อห้องชุดโดยไม่ต้องใช้เงินตัวเอง หรือยืมเงินไปซื้อเพื่อปล่อยเช่าแทนการยืมเงินซื้อเพื่ออยู่อาศัย มันดูดราม่าไป การซื้ออสังหาฯควรซื้อเพื่อทดแทนเช่า

ด้านปัจจัยลบ พบว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนยังเพิ่มขึ้น โดยรายได้ต่อครัวเรือนปีละ 40,000 บาท/ครัวเรือน จำนวน 2-3 คน ปีนี้คาดครัวเรือนละ 42,000 บาท ในขณะที่ค่าใช้จ่ายต่อเดือน 32,000-35,000 บาท โดยสัดส่วนหนี้ครัวระดับ 80% ถือว่าสูงมีผลต่อการซื้ออสังหาฯ

นอกจากนี้ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยยังมากกว่ากำลังซื้อ โดยครึ่งปีแรกซัพพลาย 54,000 หน่วย แต่ดีมานด์ 45,000 หน่วย, ผู้ประกอบการเอสเอมอีไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ฯลฯ

ดร.โสภณแนะนำผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ ช่วงครึ่งปีหลังว่า อยากให้ shop around อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อจากงานอีเวนต์บ้าน-คอนโดฯ , ในขณะที่การซื้อบ้านมือสองที่มีราคาแตกต่างจากบ้านมือหนึ่ง 30% แม้ซื้อมาปล่อยเช่าได้ราคาต่ำกว่าามือหนึ่ง 10-15% แต่หากมองในแง่ผลตอบแทนสูงกว่ามือหนึ่งซึ่งมีผลตอบแทนค่าเช่า 6% ขณะที่ค่าเช่าของบ้านมือสองอยู่ที่ 8-9%

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

“ที่ดิน” ที่ไม่สามารถออกโฉนดได้

ปล่อยเช่าอสังหา

สิ่งที่ควรระบุในสัญญาเช่า