BLOG

ข้อคิด คำคม บทความดี ๆ ที่สร้างกำลังใจและแรงบันดาลใจ จากปลายปากกาของคุณประไพศรี ประเสริฐแก้ว

รู้ก่อนเช่าพื้นที่ขายของ

การค้าขายสินค้าถือเป็นแนวทางการริเริ่มทำธุรกิจที่ง่ายและเป็นพื้นฐานมากที่สุดในโลก ซึ่งหนึ่งในวิธีการที่เป็นที่นิยมและมักใช้เป็นตัวเลือกอันดับแรกๆในหมู่บรรดาพ่อค้าและแม่ค้ามือใหม่ก็คือ ′การเช่าพื้นที่ขายสินค้า′ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมีความสะดวกและมีองค์ประกอบอื่นๆที่เกื้อหนุนต่อการดำเนินธุรกิจมากกว่าที่จะไปเปิดหน้าร้านขายสินค้าเป็นของตนเองแต่การที่จะเช่าพื้นที่ขายสินค้าให้ประสบความสำเร็จได้นั้นมันเป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์มากกว่าที่จะยึดเอาความถูกใจเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวจึงจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์และวิธีพิจารณาที่ดีในการเลือกหาสถานที่ขายสินค้าด้วย ซึ่งเทคนิคและวิธีการคัดเลือกสถานที่ขายสินค้าที่น่าจะเหมาะสมกับผู้ประกอบการมีดังต่อไปนี้
 
1.สถานที่ขายสินค้า
 
สถานที่ขายสินค้าเป็นสิ่งแรกที่ผู้ประกอบการจะต้องทำการพิจารณาตรวจสอบดูก่อนเป็นอันดับแรก อันเนื่องมาจากสถานที่ที่แตกต่างกันกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและสินค้าที่จะนำมาวางจำหน่ายก็ย่อมแตกต่างกันออกไปด้วยเช่น ถ้าผู้ประกอบการเลือกที่จะเช่าพื้นที่ขายสินค้าภายในห้างสรรพสินค้าแน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมายก็ย่อมจะมีกำลังซื้อมากกว่าเป็นธรรมดาแต่ในทางกลับกันถ้าเลือกที่จะเช่าพื้นที่ขายตามตลาดนัดหรือตลาดเปิดท้ายแน่นอนว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคก็ลดลงตามไปด้วยดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องเลือกสถานที่ให้เหมาะสมที่สุดกับรูปแบบลักษณะการค้าขายสินค้าของตนเองเป็นหลัก จึงจะเป็นแนวทางการเริ่มต้นที่ถูกต้องที่สุดนั่นเอง
 
2.ทำเลพื้นที่ขายสินค้าได้
 
เป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าถึงแม้แบรนด์ยี่ห้อผู้จัดจำหน่ายและตัวสินค้ารวมถึงปัจจัยอื่นๆจะมีความเหมือนกันหมดทุกกระเบียดนิ้วแต่แตกต่างกันที่ทำเลที่ตั้งของร้านค้าภายในสถานที่แห่งเดียวกัน จะสร้างความแตกต่างในเรื่องของยอดขายและรายได้เป็นจำนวนมาก อย่างเช่น ร้านแฟรนไชส์ขายผลไม้เจ้าหนึ่งได้จองพื้นที่ขายสินค้าไว้ 2 จุดภายในห้างสรรพสินค้าที่เดียวกัน คือบริเวณประตูทางเข้า A และประตูทางออก B ปรากฎว่าร้านที่อยู่บริเวณ A มียอดในแต่ละวันขายสินค้าได้ไม่ต่ำกว่า 7,500 บาทขึ้นไป ในขณะที่บริเวณพื้นที่ B มียอดขายไม่เคยได้มากกว่า 1,800 บาทเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆที่เคยลองสลับสับเปลี่ยนพนักงานขายของทั้งสองพื้นที่ดูแล้วแต่ยอดขายของพื้นที่ B ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่ประการใด จึงเห็นได้ว่าทำเลที่ตั้งมีผลต่อเรื่องของยอดขายเป็นอย่างมาก ดังนั้นผู้ประกอบการควรเลือกทำเลที่ดีที่สุด มีกลุ่มลูกค้าเดินผ่านหน้าร้านเป็นประจำและจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นจุดเด่นที่ลูกค้าสามารถมองเห็นได้โดยง่าย จึงจะเป็นทำเลที่ตั้งร้านค้าที่ดีที่สุด ไม่ควรเลือกพื้นที่ที่เป็นมุมอับหรืออยู่ตามหน้าห้องน้ำเป็นอันขาด
 
3.กฎระเบียบของสถานที่
 
ผู้ประกอบการควรที่จะต้องพิจารณาในเรื่องของกฎระเบียบการใช้สถานที่เอาไว้ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกทำสัญญาเช่าพื้นที่ขายสินค้าเพราะในแต่ละสถานที่ได้กำหนดขอบเขตข้อบังคับที่ค่อนข้างจะมีความแตกต่างกันมาก อาทิเช่น ในห้างสรรพสินค้าหลายแห่งได้มีข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าห้ามมิให้ผู้ประกอบการใช้แก๊สและทำพื้นเปียกน้ำเป็นอันขาดมิเช่นนั้นจะถูกปรับและยึดเงินประกันจึง
 
กลายเป็นอุปสรรคสำหรับร้านค้าที่ขายอาหารที่ต้องเปลี่ยนไปเป็นการใช้เตาไฟฟ้าและตู้เย็นแช่สินค้าแทนที่จะเป็นลังน้ำแข็งจึงทำให้ต้นทุนสูงขึ้นแล้วรสชาติอาหารก็ยังเปลี่ยนไปด้วยแต่ถ้าผู้ประกอบการเลือกจะเช่าพื้นที่ตามตลาดนัดแน่นอนว่าจะไม่มีข้อจำกัดในเรื่องดังกล่าวเลยแต่จะเกิดปัญหาในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นไฟฟ้าการทำความสะอาด และการดูแลความปลอดภัยของร้านค้าภายหลังจากขายของเสร็จแทน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตนเอง จึงต้องชั่งใจเอาเองว่ารูปแบบธุรกิจของผู้ประกอบการสามารถยอมรับกฎระเบียบของสถานที่ไหนได้มากกว่ากัน นอกจากนี้ควรพิจารณาในเรื่องของสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มีให้และราคาต่อหน่วยเป็นหนึ่งในเกณฑ์พิจารณาด้วย
 
4.ขนาดพื้นที่กำหนดรูปแบบการจัดร้าน
 
ในส่วนของจำนวนพื้นที่ที่ทางเจ้าของสถานที่และห้างสรรพสินค้าหรือตลาดนัดแบ่งให้เช่าก็เป็นหนึ่งในหัวข้อหลักที่ผู้ประกอบการจะต้องหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นและหัวข้อถกเถียงเพราะจำนวนพื้นที่ที่ได้มาจะมีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อรูปแบบการจัดร้านของผู้ประกอบการ โดยขอให้ผู้ประกอบการใช้หน่วยวัดเป็นตารางเมตรเท่านั้นเพราะมีความละเอียดและเป็นมาตรฐานสากลที่สามารถใช้เปรียบเทียบกับพื้นที่ขายสินค้าที่อื่นๆได้ซึ่งบางพื้นที่ที่น้อยกว่าแต่มีราคาแพงหรือเทียบเท่ากับพื้นที่ที่มีเนื่อที่ใช้สอยมากกว่าอันมีที่มาจากอยู่ในทำเลที่ดีก็เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องนำมาคิดคำนวนหาจุดคุ้มทุนเช่นกันนอกจากนี้การรักษาพื้นที่มิให้ร้านค้าข้างเคียงเข้ามากินพื้นที่เลยบริเวณของตนก็เป็นส่วนหนึ่งที่
 
ผู้ประกอบการจะต้องเคร่งครัดให้มากเพราะเรื่องดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นเป็นประจำในการเช่าพื้นที่ขายสินค้า
 
5.วัน เวลา ตัวบ่งบอกรายได้
 
ในเรื่องดังกล่าวนี้สำหรับการเช่าพื้นที่ขายของในห้างสรรพสินค้ามักจะไม่ค่อยมีปัญหามากนักเพราะมีระยะเวลาบ่งบอกที่ชัดเจนอยู่แล้วและสามารถกำหนดบอกได้ว่าจุดพีคสุดที่ผู้คนจะมาเดินซื้อสินค้าคือเวลาใด(ซึ่งส่วนมากจะเป็นวันเสาร์และอาทิตย์) แต่มักจะไปเกิดปัญหากับการเช่าพื้นที่ขายสินค้าตามตลาดนัดเสียเป็นส่วนใหญ่เพราะไม่ได้เปิดให้ค้าขายได้ทุกวันและเวลาการเปิด-ปิดก็ไม่ได้ถูกระบุลงไปอย่างตายตัวขึ้นอยู่กับว่าใครตั้งร้านค้าเสร็จก่อนก็เริ่มขายได้เป็นสำคัญลูกค้าส่วนมากจึงมักเป็นขาจรเสียเป็นส่วนใหญ่ทำให้คาดคะเนในเรื่องของช่วงเวลาที่พีคที่สุดในการขายสินค้าค่อนข้างยากจึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาและวางแผนเพื่อทำการประเมิณรายได้ล่วงหน้าในแต่ละเดือนด้วย เพื่อหาจุดคุ้มทุนในการขายสินค้านั่นเอง
 
6.ประเมินกลุ่มลูกค้า
 
"เศรษฐีมักไม่เดินในที่แออัด ยาจกมักไม่เดินในที่สบาย" เป็นคำที่อธิบายที่บ่งบอกถึงสถานที่และกลุ่มลูกค้าที่มาเดินซื้อของซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกันได้เป็นอย่างดีเพราะแน่นอนว่าในสถานที่แห่งหนึ่งไม่ได้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าทุกประเภท เช่น ในห้างสรรพสินค้ามักจะเป็นแหล่งรวบรวมของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงเหมาะสมที่จะขายสินค้าที่มีคุณภาพดีและราคาในระดับพอประมาณสมเหตุสมผล แต่ถ้าเป็นในตลาดนัดเกือบจะมากกว่า 50% ของผู้ที่
 
เดินมักจะเป็นผู้ที่มีรายได้ไม่สูงนักที่ปรารถนาจะได้สินค้าดีราคาถูกเสียเป็นส่วนใหญ่พร้อมทั้งในเรื่องจำนวนปริมาณที่มากกว่าเป็นสำคัญดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องเลือกเช่าสถานที่ขายสินค้าโดยประเมินจากกลุ่มคนที่มาเดินในพื้นที่ดังกล่าวให้มีความเหมาะสมกับสินค้าที่ตนเองจะวางจำหน่ายเป็นสำคัญด้วยเพราะแน่นอนว่าสินค้าคุณภาพดีแต่ราคาแพงมักจะขายไม่ออกในตลาดนัดอย่างแน่นอน
 
7.ค่าเช่า
 
เรื่องสำคัญอันดับสุดท้ายก็คือเรื่องของราคาค่าเช่าและเงินประกันที่ต้องจ่ายในการทำสัญญาเช่าพื้นที่ซึ่งการที่จะดูว่าราคาค่าเช่าในพื้นที่ไหนมีความเหมาะสมมากที่สุดเป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างลำบากนอกจากจะต้องทดลองขายสินค้าในพื้นที่จริงเสียก่อนประมาณสัก1-3 เดือน จึงจะสามารถวิเคราะห์ได้ แต่หากมีเงินทุนที่จำกัดไม่สามารถยืนระยะได้ถึงขนาดนั้น ขอแนะนำให้ใช้รูปแบบวิธีการประเมินอย่างคร่าวๆ เช่น ใน 1 วันจะสามารถขายสินค้าได้เป็นจำนวนเท่าไหร่ตามยอด แล้วจึงนำมาหักด้วยต้นทุนทุกประเภท ค่าจ้างแรงงาน (ถ้ามี) เมื่อได้จำนวนเงินสุทธิแล้วให้นำมาลบด้วยค่าเช่าในแต่ละวัน (ถ้าค่าเช่าเป็นรายเดือนให้นำมาหารด้วยจำนวนวันที่ขายในแต่ละเดือน) ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือกำไรในแต่ละเดือน ให้พิจารณาดูว่าจำนวนเงินเท่านี้ผู้ประกอบการสามารถอยู่ได้หรือไม่ แต่ถ้าผลลัพธ์ออกมาติดลบขอแนะนำให้ลองเลือกสถานที่อื่นๆในการขายสินค้าน่าจะดีที่สุด
 
สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการจะต้องทำการประเมินเบื้องต้นเพื่อหาจุดคุ้มทุนให้ได้เสียก่อนจึงจะสามารถตัดสินใจได้ว่าราคาค่าเช่าดังกล่าวพอที่จะสู้ไหวหรือไม่นั่นเองการจะทำธุรกิจค้าขายในยุคสมัยนี้ให้ประสบความสำเร็จได้นั้น สำคัญที่ว่าผู้ประกอบการต้องใช้รูปแบบการคิดที่มีแบบแผนและจัดระบบการทำงานในรูปแบบการทำธุรกิจในลักษณะของมืออาชีพเป็นสำคัญเพราะสามารถให้ข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการคิดวิเคราะห์ที่ละเอียดมากจึงช่วยให้สามารถวางแผนการการค้าขายและค้นหาจุดคุ้มทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอันจะทำให้เม็ดเงินที่ใช้จ่ายลงไปสามารถงอกเงยและให้ดอกออกผลที่ผู้ประกอบการสามารถหยิบจับได้อย่างเป็นรูปธรรม

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ลงทุนอสังหาฯต้องรู้

5 ทักษะ ต้องมีเพื่อชีวิตดีในอนาตต

เผยเคล็ดลับลงทุนอสังหาให้สำเร็จ